การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี

การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe sex)

ถุงยางอนามัย

ถุงยางอนามัยช่วยป้องกันเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ถุงยางอนามัย ใช้สวมอวัยวะเพศชายขณะที่แข็งตัวเมื่อมีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ ทำหน้าที่

หยุดและเก็บน้ำอสุจิที่หลั่งออกมา ยับยั้งน้ำอสุจิไม่ให้เข้าสู่ร่างกายคู่นอน ถุงยางอนามัยมีไว้เพื่อป้องกันการตั้งท้องและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงเชื้อเอชไอวี

สามารถหลีกเลี่ยงถุงยางอนามัยแตกหรือหลุดได้อย่างไรบ้าง

เพื่อลดการเสียดสีที่สามารถก่อให้เกิดการแตก ควรใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำเยอะๆ ทางด้าน

นอกของถุงยางอนามัยและเล็กน้อยในด้านที่ปลายหัวก่อนสวมใส่ ถุงยางอนามัยส่วนใหญ่มีสารหล่อลื่นแต่มักจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ขอแนะนำให้เติมสารหล่อลื่นอีก แต่ห้ามใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำมัน เช่น วาสลีน นีเวีย หรือครีมอื่นๆ ที่มีน้ำมัน เป็นส่วนประกอบพื้นฐาน เพราะทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เชื้อไวรัสสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายได้

ทำไมถุงยางอนามัยถึงหลุดหรือแตก

ถุงยางอนามัยอาจหลุดออกจากอวัยวะเพศชายหลังการหลั่ง หรือขาดเนื่องจากใช้ผิดวิธี หรือเสียหาย เช่น รอยขาดที่เกิดจากการตอนฉีกซองขาดหรือลื่นหลุดเนื่องจากการเสื่อมสภาพ ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ร่วมกับสารหล่อลื่นชนิดน้ำมันหมดอายุ หรือเก็บรักษาไม่ถูกวิธี

การเก็บถุงยางอนามัยให้ถูกวิธีและการตรวจวันหมดอายุของถุงยางอนามัยก่อนใช้งานเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่ควรแนะนำให้ปฏิบัติ และควรหลีกเลี่ยงการพกถุงยางอนามัยในที่เดียวกับสิ่งมีคม เพราะสิ่งเหล่านี้อาจจะเจาะของถุงยางอนามัยหรือตัวถุงยางอนามัยได้

วิธีนี้จะช่วยให้การใช้ถุงยางอนามัย “สนุก” ขึ้น

ควรเก็บถุงยางอนามัยและสารหล่อลื่นในที่สามารถหยิบมาใช้ได้ง่ายระหว่างมีเพศสัมพันธ์เพื่อจะได้ไม่เกิดการขัดจังหวะ อาจฝึกสวมถุงยางอนามัยให้กับคู่นอนด้วยปากหรือทำให้เป็นส่วนหนึ่งของการเล้าโลมยั่วยวน ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเร้าอวัยวะเพศชายด้วยมือและปาก หรือหยดสารหล่อลื่นบนปลายอวัยวะเพศชายก่อนสวมถุงยางอนามัย

วิธีการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้อง

ก่อนใช้ถุงยามอนามัย ควรตรวจสอบเดือนปีที่หมดอายุ เวลาฉีกซองต้องระวังเล็บและเครื่องประดับ เนื่องจากการสะกิดถุงยางด้วยเล็บหรือของมีคมจะทำให้มีโอกาสถุงยางรั่วหรือฉีก หลังจากนั้นบีบไล่อากาศออกจากกระเปราะตรงปลายถุงยางเบา ๆ จนไม่มีฟองอากาศอยู่ แล้วสวมถุงยามอนามัยเมื่ออวัยวะเพศแข็งตัวแล้ว ระวังอย่าสวมถุงผิดด้าน หลังการหลั่งให้ใช้มือจับส่วนโคนอวัยวะเพศไว้เพื่อป้องกัน

ถุงยางหลุด แล้วค่อยถอนอวัยวะเพศออกมาพร้อม ๆ ถุงยาง โดยต้องระวังอย่าให้มือไปสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือของเหลวจากคู่นอนเพื่อลดโอกาสการติดโรค ไม่ควรสวมถุงยางอนามัย 2 ชั้น เพราะจะทำให้ถุงยางเสียดสีกันทำให้ฉีกขาดได้ง่าย และควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง

การใช้สารหล่อลื่น

สารหล่อลื่น หรือเรียกง่ายๆ ว่า “เจล” ซึ่งทำจากน้ำและสารอื่น ๆ ช่วยลดการเสียดสีทางทวารหนัก หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย เมื่อใช้ในขณะที่มีเพศสัมพันธ์แบบสอดใส่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทาบนถุงยางอนามัย สารหล่อลื่นช่วยเพิ่มอรรถรสทางเพศ ทำให้การสอดใส่ทางทวารหนักง่ายขึ้น และป้องกันไม่ให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดหรือแตก ถุงยางอนามัยมักจะเคลือบสารหล่อลื่นมาแล้ว แต่สำหรับการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ปริมาณสารหล่อลื่นที่เคลือบมีขายในแบบหลอดหรือขวดพลาสติก หรือแบบซองพกพา สารหล่อลื่นมี 2 ชนิด คือ

– สารหล่อลื่นชนิดน้ำสารหล่อลื่นชนิดน้ำสามารถใช้ได้กับเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก

หรือ ทางช่องคลอด ถ้าคุณต้องการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักในกรณีที่ไม่มีสารหล่อลื่น ให้ใช้น้ำลาย ซึงเป็นสารหล่อลื่นชนิดน้ำทางธรรมชาติที่สามารถใช้ทาบนถุงยางอนามัยก่อนมีเพศสัมพันธ์ได้ ใช้น้ำลายของคุณเองถ้าคุณเป็นฝ่ายรับคุณควรเสร็จกิจโดยเร็วหรือใส่น้ำลายเป็นระยะ ๆ ระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม น้ำลายจะไม่ติดอยู่กับถุงยางอนามัยเหมือนกับสารหล่อลื่นจริง ๆ การใช้น้ำลายสามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับฝ่ายรับทางทวารหนักได้มากกว่าการใช้สารหล่อลื่นชนิดน้ำ รวมถึงโอกาสที่จะเกิดการฉีกขาดและเลือดออกในช่องทวารหนักก็มากกว่าด้วย

– สารหล่อลื่นชนิดน้ำมัน เช่น วาสลีน โลชั่นกันแดด หรือครีมรูปแบบต่าง ๆ ไม่ปลอดภัย

สำหรับการใช้ร่วมกับถุงยางอนามัย

· การป้องกันด้วยยาต้านไวรัส

– ก่อนสัมผัสเชื้อ : การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนการสัมผัสเชื้อ ( Pre-exposure Prophylaxis หรือ PrEP )

PrEP ประกอบด้วยยาต้านไวรัสเพียง 2 ชนิดคือ Tenofovir/Emtricitabine ( TDF/FTC ) ใช้ได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ในชายรักชาย ผู้ให้บริการทางเพศ และในคู่เพศสัมพันธ์ ระหว่างหญิงชาย หรือระหว่างชายด้วยกันที่มีคนใดคนหนึ่งติดเชื้อไวรัสเอชไอวี โดยเฉพาะในกรณีที่คู่หญิงชาย ที่ต้องการจะมีบุตรโดยเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ตามธรรมชาติ การใช้ PrEP อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีได้

โดยข้อมูลการศึกษาประสิทธิภาพของการใช้ยา PrEP มีทั้งการศึกษาที่ป้องกันการติดเชื้อได้ดีมากและการศึกษาที่ป้องกันไม่ได้ โดยผลของการป้องกันจะขึ้นอยู่กับการใช้ยาอย่างสม่ำเสมอของผู้รับบริการเป็นสำคัญ ควรจะตรวจประเมินการทำงานของไตก่อนเริ่มยา PrEP เนื่องจากยาที่ใช้อาจมีผลทำให้การทำงานของไตลดลงได้ แม้จะพบได้ ตรวจร่างกายประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจเลือด Anti-HIV, HBs Ag, + Anti-HBs Ab, serum Creatinine

– หลังสัมผัสเชื้อ : การใช้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อหลังการสัมผัส (Post-exposure Prophylaxis หรือ PEP)

การใช้ยา PEP มีการใช้เป็นมาตรฐานในการป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่สัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือโดนของมีคมที่เปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี รวมทั้งมีการใช้ยา PEP เพื่อการป้องกันการติดเชื้อในผู้ที่มีความเสี่ยงจากการมีเพศสัมพันธ์ การสักผิวหนังหรือใช้ของมีคมที่ปนเปื้อนเลือดร่วมกัน ผู้รับบริการสามารถเข้ารับบริการปรึกษาและขอรับบริการยาต้านไวรัสเพื่อการป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีภายหลังจากที่มีความเสี่ยง หรือ PEP ได้ที่สถานบริการทางด้านสาธารณสุข และโรงพยาบาลของรัฐ โดยผู้รับบริการจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

การประเมินก่อนเริ่มยา PEP

ควรตรวจเลือดเพื่อประเมินการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี รวมทั้งควรตรวจการทำงานของตับ (SGPT) ไต(Creatinine) เป็นพื้นฐาน และประเมินโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ร่วมด้วย การเริ่มยา PEP ควรเริ่มยาให้เร็วที่สุด (ภายใน 1-2 ชั่วโมง) และอย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมงภายหลังจากเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพื่อให้มีผลต่อการป้องกันสูงสุด โดยสูตรยาที่ใช้โดยทั่วไป คือ Tenofovir ร่วมกับ Emtricitabine หรือ Lamivudine วันละครั้ง ร่วมกับ Rilpivirine 25 มก. วันละครั้ง หรือ Atazanavir/Ritonavir 300/100 มก. วันละครั้ง หรือ Lopinavir/Ritonavir 400/100 มก. วันละสองครั้ง หากเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยง มีการสัมผัสกับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ควร

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนสูตรยา PEP ตามความเหมาะสม รวมทั้งอาจมีการให้ยาป้องกันหรือรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆร่วมด้วย

ในระหว่างที่ใช้ยา PEP ผู้รับบริการควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่มเติม และควรงดบริจาคเลือดจนกว่าจะตรวจเลือดยืนยันว่าไม่มีการติดเชื้อภายหลังจากเหตุการณ์แล้ว 3 เดือน

ที่มา : คู่มือการให้ความรู้และทักษะเพื่อการดูแลแบบองค์รวมและการส่งต่อวัยรุ่นไปคลินิกผู้ใหญ่สำหรับวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวี